Cable Marking คือข้อมูลจำเพาะที่ระบุบนเปลือกสายไฟ ช่วยให้วิศวกรและช่างไฟฟ้าระบุมาตรฐาน แรงดันไฟฟ้า ขนาดตัวนำ และชนิดตัวนำได้อย่างถูกต้อง
Key Takeaways
Cable Marking คือข้อมูลจำเพาะที่ระบุบนเปลือกสายไฟ ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรประชาชนที่ช่วยให้วิศวกรและช่างไฟฟ้าระบุมาตรฐานอ้างอิง พิกัดแรงดันไฟฟ้า ขนาดพื้นที่หน้าตัด และชนิดตัวนำได้อย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจรหัสและตัวเลขเหล่านี้จะช่วยคัดกรองสายไฟให้ตรงกับฟังก์ชันการทำงาน ป้องกันอันตรายจากการใช้งานผิดประเภท ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับเครื่องจักร ดังนั้น การเข้าใจวิธีอ่าน Marking บนสายไฟอย่างถูกต้องและรอบคอบควบคู่ไปกับการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจาก Datasheet จะช่วยให้การเลือกใช้สายไฟอุตสาหกรรมมีความแม่นยำ ปลอดภัย และยกระดับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน
ตัวอักษรและตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนเปลือกสายไฟแทบทุกชนิด จะมีการพิมพ์ตัวอักษรเรียงต่อกันยาวเป็นบรรทัด โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
บทความนี้จะมาอธิบายวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ โดยถอดรหัสว่าตัวอักษรบนสายไฟหมายถึงอะไร และตัวเลขบนสายไฟบอกอะไรบ้าง รวมถึงเข้าใจมาตรฐาน TIS, IEC และ UL
Table of Contents
ทำความเข้าใจโครงสร้างของ Cable Marking
บนเปลือกนอกของสายไฟแทบทุกชนิด จะมีการพิมพ์ตัวอักษรเรียงต่อกันยาวเป็นบรรทัด โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
- มาตรฐานอ้างอิง (Standard) เช่น TIS, IEC, UL, JIS, HAR
- แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด (Voltage Rating) เช่น 300/500V
- ขนาดตัวนำและจำนวนแกน (Conductor Size & Count) เช่น 3G1.5 mm²
- ชนิดวัสดุฉนวนและเปลือก (Insulation & Jacket Material) เช่น PVC/PVC
- อุณหภูมิใช้งาน (Temperature Rating) เช่น 70°C, 90°C
- ชื่อผู้ผลิต / ยี่ห้อ (Manufacturer / Brand)
เจาะลึก 1 : มาตรฐาน (Standard)
วิธีอ่าน Marking บนสายไฟต้องเริ่มจากการเข้าใจมาตรฐานที่ปรากฏบน Marking เสียก่อน เพราะสิ่งนี้คือตัวบอกถึงการยอมรับในระดับภูมิภาคหรือระดับสากล ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการส่งออกเครื่องจักรหรือการตรวจรับงานโครงการ
| มาตรฐาน | ความหมายและการนำไปใช้งาน |
|---|---|
| TIS (มอก.) / IEC | TIS (Thai Industrial Standard) คือมาตรฐานบังคับใช้ในประเทศไทย ส่วน IEC (International Electrotechnical Commission) คือมาตรฐานสากลที่ไทยอ้างอิงเป็นหลัก สายไฟที่ใช้ในระบบอาคารและโรงงานในไทยต้องมีเครื่องหมายนี้เป็นพื้นฐาน |
| UL (Underwriters Laboratories) | มาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา หากมีการประกอบตู้คอนโทรลหรือเครื่องจักรเพื่อส่งออกไปยังแถบอเมริกาเหนือ การใช้สายไฟที่มี Marking ของ UL (เช่น สาย AWM) ถือเป็นไฟต์บังคับที่ขาดไม่ได้ |
| JIS / HAR | JIS คือมาตรฐานญี่ปุ่น มักพบในเครื่องจักรที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ส่วน HAR (Harmonized Document) คือมาตรฐานยุโรป (CENELEC) ซึ่งสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้สายไฟคอนโทรลหรือสายไฟเครื่องจักรมาตรฐานยุโรป |
เจาะลึก 2 : แรงดันไฟฟ้า (Voltage Rating)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดของวิธีอ่าน Marking บนสายไฟคือการดูแค่ตัวเลขแรงดันไฟฟ้าโดด ๆ บน Marking แล้วเหมาเอาเองว่าสามารถนำไปใช้แทนกันได้ทั้งหมด ในทางเทคนิค Marking จะระบุแรงดันไฟฟ้าในรูปแบบ U0/U หรือบางครั้ง U0/U (Um) ซึ่งมีความหมายเชิงลึกดังนี้
- U0 (Voltage to Ground) : พิกัดแรงดันไฟฟ้าระหว่างตัวนำกับสายดิน
- U (Voltage between Phases) : พิกัดแรงดันไฟฟ้าระหว่างตัวนำด้วยกันเอง
- Um (Maximum Voltage) : พิกัดแรงดันไฟฟ้าสูงสุดที่ยอมรับได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยที่สายไฟยังไม่พังเสียหาย
ข้อควรระวัง: หากสายไฟระบุว่า 300/500V นั่นหมายความว่า ทนแรงดันเทียบดินได้ 300V และทนแรงดันระหว่างเฟสได้ 500V การนำสายไฟสเปกนี้ไปใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟส 400V ถือว่าใช้งานได้ปลอดภัย แต่ไม่สามารถนำไปใช้กับระบบที่แรงดันระหว่างเฟสสูงถึง 600V ได้ แม้ว่าตัวนำจะมีขนาดใหญ่พอก็ตาม การเลือกแรงดันผิดสเปกคือสาเหตุหลักที่ทำให้ฉนวนเสื่อมสภาพก่อนกำหนด
รหัสแรงดันไฟฟ้าตามมาตรฐานยุโรป (HAR)
สำหรับสายไฟที่อ้างอิงมาตรฐานยุโรปจะมีการใช้ "ตัวเลข 2 หลัก" แทนการเขียนพิกัดแรงดันเต็มรูปแบบ เพื่อความกระชับบนเปลือกสายไฟ โดยรหัสที่พบบ่อยได้แก่
- 03 : หมายถึงพิกัดแรงดัน 300/300V
- 05 : หมายถึงพิกัดแรงดัน 300/500V
- 07 : หมายถึงพิกัดแรงดัน 450/750V
เจาะลึก 3: ขนาดตัวนำและ Class (Conductor)
Marking จะบอกขนาดพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทนกระแสไฟฟ้า หากเลือกสายไฟเล็กเกินไป สายจะเกิดความร้อนสะสมและลุกไหม้ได้ โดยวิธีอ่านสัญลักษณ์สายไฟในส่วนนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้
- AWG (American Wire Gauge) : ระบบอเมริกา ตัวเลขยิ่งน้อย ขนาดสายยิ่งใหญ่ (เช่น 14 AWG ใหญ่กว่า 18 AWG)
- mm² (Square Millimeter) : ระบบเมตริกที่ใช้ในไทยและยุโรป บอกพื้นที่หน้าตัดตรงตัว (เช่น 1.5 mm², 2.5 mm²)
นอกจากขนาดแล้ว โครงสร้างของตัวนำจะแบ่งเป็น Class ตามมาตรฐาน IEC 60228 ซึ่งบ่งบอกถึง "ความอ่อนตัว" ของสายไฟ ซึ่งตอบโจทย์ในการเลือกสายที่ติดตั้งอยู่กับที่ กับสายที่มีการเคลื่อนที่อย่างชัดเจน ได้แก่
- Class 1 (Solid) : ตัวนำเส้นเดี่ยว แข็ง โค้งงอยาก เหมาะกับงานเดินสายอยู่กับที่ถาวร
- Class 2 (Stranded) : ตัวนำตีเกลียว ประกอบด้วยเส้นทองแดงขนาดกลางหลายเส้นรวมกัน โค้งงอได้ดีขึ้น
- Class 5 (Flexible) : สายไฟชนิดอ่อน (ฝอย) ประกอบด้วยทองแดงเส้นเล็กละเอียดจำนวนมาก เหมาะสำหรับตู้คอนโทรลหรือชิ้นส่วนที่มีการสั่นสะเทือน
- Class 6 (Highly Flexible) : สายไฟชนิดอ่อนพิเศษ เส้นทองแดงละเอียดระดับไมครอน ออกแบบมาเพื่องานที่ต้องเคลื่อนที่ต่อเนื่อง เช่น รางกระดูกงู หรือแขนหุ่นยนต์

เจาะลึก 4 : รหัสอุณหภูมิและวัสดุ
อายุการใช้งานของสายไฟขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่วัสดุสามารถทนได้ โดยวิธีอ่าน Marking บนสายไฟในส่วนนี้แบ่งองค์ประกอบแยกย่อยได้ดังนี้
- อุณหภูมิ : ตัวเลขเช่น 70°C, 90°C หรือ 105°C หมายถึงอุณหภูมิการทำงานปกติสูงสุดที่ตัวนำจะแผ่ความร้อนออกมายังฉนวนโดยไม่ทำให้ฉนวนละลาย
- วัสดุฉนวนและเปลือก :
- PVC : ใช้งานทั่วไป ทนอุณหภูมิได้ประมาณ 70°C – 105°C ราคาประหยัด
- XLPE : ทนความร้อนสูง ทนกระแสได้ดีกว่า PVC ในขนาดพื้นที่หน้าตัดเท่ากัน
- PUR (Polyurethane) : เหนียว ทนต่อการเสียดสีและการตัดขาดได้ดีเยี่ยม มักใช้ในสายไฟมาตรฐานยุโรปเกรดพรีเมียม
- รหัสวัสดุตามมาตรฐานยุโรป : สำหรับสายไฟยุโรป จะมีการใช้ตัวอักษรเพื่อระบุชนิดวัสดุ ตัวอักษรแรกหมายถึง "วัสดุฉนวน" และตัวอักษรที่สองหมายถึง "วัสดุเปลือกนอก" เช่น VV หมายถึง ฉนวน PVC / เปลือก PVC
คุณสมบัติพิเศษด้านความปลอดภัย (Special Properties)
- UV Resistance : หากสายไฟต้องติดตั้งกลางแจ้ง ให้มองหาคำว่า "UV Resistant" หรือ "Sunlight Resistant" เพื่อป้องกันเปลือกสายไฟกรอบแตกจากแสงแดด
- มาตรฐานการทนทานต่อการลามไฟ : สำหรับสายไฟมาตรฐาน UL รหัสที่พบบ่อยที่สุดคือ VW-1 (Vertical Wire Flame Test) ซึ่งหมายความว่าสายไฟผ่านการทดสอบการลามไฟในแนวดิ่ง และดับไฟได้เองเมื่อเกิดการลุกไหม้
ตัวอย่างการอ่าน Marking แบบมืออาชีพ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ด้านล่างคือตัวอย่างวิธีอ่าน Marking บนสายไฟที่ถูกต้องของสายไฟประเภทต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในภาคอุตสาหกรรม
1. สายไฟฟ้ากำลัง (Power Cable) มาตรฐานไทย
TIS 11 PART 101-2553 60227 IEC 53 3G1.5 mm² 300/500V PVC/PVC 70°C
- TIS 11 PART 101-2553 : ผลิตตามมาตรฐาน มอก. เล่ม 11 ส่วน 101 ปี พ.ศ. 2553
- 60227 IEC 53 : รหัสมาตรฐาน IEC สำหรับสาย VCT อ่อน
- 3G1.5 mm² : มีตัวนำ 3 แกน ขนาด 1.5 ตร.มม. (ตัวอักษร G หมายถึงมี 1 แกนที่เป็นสายกราวนด์สีเขียวแถบเหลือง)
- 300/500V : ทนแรงดันเทียบดิน 300 โวลต์ / ระหว่างเฟส 500 โวลต์
- PVC/PVC 70°C : ฉนวนชั้นในและเปลือกชั้นนอกเป็น PVC ทนอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
2. สายคอนโทรล/สายไฟเครื่องจักร มาตรฐาน UL
AWM STYLE 2464 18 AWG 4C 80°C 300V VW-1
- AWM STYLE 2464 : Appliance Wiring Material รหัส 2464 หรือก็คือสายมัลติคอร์หุ้มฉนวน
- 18 AWG 4C : ขนาดสาย 18 AWG จำนวน 4 แกน
- 80°C 300V : ทนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส และแรงดัน 300 โวลต์
- VW-1 : ผ่านการทดสอบการลามไฟในแนวดิ่งของ UL
3. สายไฟชนิดอ่อน รหัสยุโรป (Harmonized Code)
H05VV-F 5G2.5 300/500V
- H : มาตรฐานยุโรป (Harmonized)
- 05 : แรงดัน 300/500 โวลต์
- V : ฉนวน PVC / V : เปลือกนอก PVC
- -F : ตัวนำเป็นชนิดเส้นฝอยละเอียด (Flexible – Class 5)
- 5G2.5 : 5 แกน ขนาด 2.5 ตร.มม. มีสายกราวนด์ในตัว
สิ่งที่ Marking ไม่ได้บอกมีอะไรบ้าง ?
แม้ Cable Marking จะให้ข้อมูลที่ครอบคลุม แต่สำหรับสายไฟอุตสาหกรรมชนิดพิเศษ ยังมีข้อมูลเชิงลึกบางประการที่ไม่สามารถพิมพ์ลงบนสายไฟได้หมด ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบจาก Datasheet (เอกสารข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค) ร่วมด้วยเสมอ ได้แก่
- Oil Resistance (ความทนทานต่อน้ำมัน) : สายไฟบางชนิดระบุแค่ทนน้ำมันได้ แต่ในโรงงานอุตสาหกรรมมีน้ำมันหลายประเภท เช่น น้ำมันตัดกลึง น้ำมันไฮดรอลิก ซึ่ง Datasheet จะเป็นตัวระบุว่าสายไฟทนต่อน้ำมันประเภทใดได้บ้าง
- Motion Cycle (รอบการเคลื่อนที่) : สำหรับสายไฟที่ใช้ในหุ่นยนต์อุตสาหกรรมหรือรางกระดูกงู การบอกว่าเป็นสายอ่อน Class 6 บน Marking ไม่เพียงพอ ต้องดูใน Datasheet ว่าสายไฟเส้นนี้ออกแบบมาให้โค้งงอต่อเนื่องได้กี่ล้านรอบ
หมดปัญหาสเปกสายไฟไม่ตรงงาน ปรึกษาทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก NYX CABLE
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสาย Wiring ตู้คอนโทรล รวมถึงสายคอนโทรลอื่น ๆ ที่ระบุ Marking ชัดเจน ตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อความมั่นใจสูงสุดในการประกอบตู้ไฟฟ้าและเครื่องจักร ให้ NYX CABLE คือคำตอบ เรามีสต๊อกสินค้าที่ครอบคลุมมาตรฐานสำคัญอย่าง VDE และ IEC ซึ่งระบุแรงดัน และอุณหภูมิใช้งานไว้อย่างถูกต้องบนตัวสาย ช่วยลดความเสี่ยงหน้างานและการตรวจสอบสเปกย้อนหลัง
ติดต่อ NYX CABLE วันนี้ ได้ที่ LINE OA: @nyxcable โทร: 02-111-5588 เพื่อเลือกสายไฟคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกระบบงานอุตสาหกรรม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ (FAQs)
Q: หาก Marking บนสายไฟลบเลือนหรือไม่ชัดเจน จะมีวิธีตรวจสอบสเปกสายไฟได้อย่างไร ?
A: โดยปกติตามมาตรฐานการผลิต Marking จะถูกพิมพ์ซ้ำตลอดความยาวของสายไฟทุก ๆ 1 เมตร หากพบจุดที่ลบเลือน ให้ลองไล่ดูช่วงถัดไปของสายไฟ แต่หากลบเลือนจนไม่สามารถอ่านได้ทั้งเส้น ไม่ควรคาดเดาสเปกเองเด็ดขาด ควรตรวจสอบจากป้ายกำกับ บนล้อสายไฟ บรรจุภัณฑ์ หรือเอกสารอ้างอิงจากผู้ผลิต หากเป็นสายไฟเก่าที่ระบุแหล่งที่มาไม่ได้ ไม่ควรนำมาใช้ในงานติดตั้งใหม่เพื่อความปลอดภัย
Q: ขนาดพื้นที่หน้าตัด (mm²) ที่ระบุบนสายไฟ หมายถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรวมของสายไฟใช่หรือไม่ ?
A: เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ ตัวเลข mm² (ตารางมิลลิเมตร) บน Marking หมายถึง "พื้นที่หน้าตัดของตัวนำไฟฟ้า (ทองแดงหรืออะลูมิเนียม)" ด้านในเท่านั้น ไม่ใช่เส้นผ่านศูนย์กลางรวมของสายไฟที่รวมฉนวนและเปลือกนอก หากต้องการทราบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเพื่อไปคำนวณขนาดท่อร้อยสายไฟหรือ Cable Gland จะต้องดูข้อมูลจาก Datasheet ของผู้ผลิต
Q: สายไฟที่มี Marking มาตรฐาน UL ของอเมริกา สามารถนำมาใช้เดินสายไฟอาคารในไทยที่ใช้มาตรฐาน มอก. ได้หรือไม่ ?
A: โดยทั่วไปไม่ได้ มาตรฐาน UL (เช่น AWM) ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการเดินสายไฟ "ภายในเครื่องจักรหรือตู้คอนโทรล" แต่สำหรับการเดินสายไฟเข้าอาคาร ระบบแสงสว่าง หรือเต้ารับทั่วไป กฎหมายและมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของประเทศไทย (วสท.) กำหนดให้ต้องใช้สายไฟที่ได้รับมาตรฐาน มอก. (TIS) เท่านั้น การเลือกใช้ต้องแยกประเภทงานให้ชัดเจน
Q: ตัวอักษร "LSZH" หรือ "LSOH" ที่พิมพ์อยู่บนสายไฟ มีความสำคัญอย่างไร ?
A: LSZH ย่อมาจาก Low Smoke Zero Halogen หมายความว่าสายไฟเส้นนี้ใช้ฉนวนที่เวลาเกิดเพลิงไหม้ จะมีควันน้อยมากและไม่ปล่อยก๊าซพิษกลุ่มฮาโลเจน ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์และกัดกร่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟที่มี Marking นี้มีความสำคัญและบังคับใช้ในพื้นที่ปิดล้อมที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน อาคารสูง หรือ Data Center
