ข้ามไปเนื้อหาหลักPRODUCTS
จ-ศ 8:30-17:30

คู่มือวิธีอ่าน Marking บนสายไฟฉบับง่ายต่อการเข้าใจ

21 พฤษภาคม 2569NYX Cable Team
News&UpdateCable MarkingMarking สายไฟอ่าน Markingมาตรฐานสายไฟสายไฟอุตสาหกรรม

Cable Marking คือข้อมูลจำเพาะที่ระบุบนเปลือกสายไฟ ช่วยให้วิศวกรและช่างไฟฟ้าระบุมาตรฐาน แรงดันไฟฟ้า ขนาดตัวนำ และชนิดตัวนำได้อย่างถูกต้อง

Key Takeaways

Cable Marking คือข้อมูลจำเพาะที่ระบุบนเปลือกสายไฟ ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรประชาชนที่ช่วยให้วิศวกรและช่างไฟฟ้าระบุมาตรฐานอ้างอิง พิกัดแรงดันไฟฟ้า ขนาดพื้นที่หน้าตัด และชนิดตัวนำได้อย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจรหัสและตัวเลขเหล่านี้จะช่วยคัดกรองสายไฟให้ตรงกับฟังก์ชันการทำงาน ป้องกันอันตรายจากการใช้งานผิดประเภท ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับเครื่องจักร ดังนั้น การเข้าใจวิธีอ่าน Marking บนสายไฟอย่างถูกต้องและรอบคอบควบคู่ไปกับการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจาก Datasheet จะช่วยให้การเลือกใช้สายไฟอุตสาหกรรมมีความแม่นยำ ปลอดภัย และยกระดับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน

ตัวอักษรและตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนเปลือกสายไฟแทบทุกชนิด จะมีการพิมพ์ตัวอักษรเรียงต่อกันยาวเป็นบรรทัด โดยทั่วไปจะประกอบด้วย

บทความนี้จะมาอธิบายวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ โดยถอดรหัสว่าตัวอักษรบนสายไฟหมายถึงอะไร และตัวเลขบนสายไฟบอกอะไรบ้าง รวมถึงเข้าใจมาตรฐาน TIS, IEC และ UL

Table of Contents

ทำความเข้าใจโครงสร้างของ Cable Marking

บนเปลือกนอกของสายไฟแทบทุกชนิด จะมีการพิมพ์ตัวอักษรเรียงต่อกันยาวเป็นบรรทัด โดยทั่วไปจะประกอบด้วย

  1. มาตรฐานอ้างอิง (Standard) เช่น TIS, IEC, UL, JIS, HAR
  2. แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด (Voltage Rating) เช่น 300/500V
  3. ขนาดตัวนำและจำนวนแกน (Conductor Size & Count) เช่น 3G1.5 mm²
  4. ชนิดวัสดุฉนวนและเปลือก (Insulation & Jacket Material) เช่น PVC/PVC
  5. อุณหภูมิใช้งาน (Temperature Rating) เช่น 70°C, 90°C
  6. ชื่อผู้ผลิต / ยี่ห้อ (Manufacturer / Brand)

เจาะลึก 1 : มาตรฐาน (Standard)

วิธีอ่าน Marking บนสายไฟต้องเริ่มจากการเข้าใจมาตรฐานที่ปรากฏบน Marking เสียก่อน เพราะสิ่งนี้คือตัวบอกถึงการยอมรับในระดับภูมิภาคหรือระดับสากล ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการส่งออกเครื่องจักรหรือการตรวจรับงานโครงการ

มาตรฐาน ความหมายและการนำไปใช้งาน
TIS (มอก.) / IEC TIS (Thai Industrial Standard) คือมาตรฐานบังคับใช้ในประเทศไทย ส่วน IEC (International Electrotechnical Commission) คือมาตรฐานสากลที่ไทยอ้างอิงเป็นหลัก สายไฟที่ใช้ในระบบอาคารและโรงงานในไทยต้องมีเครื่องหมายนี้เป็นพื้นฐาน
UL (Underwriters Laboratories) มาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา หากมีการประกอบตู้คอนโทรลหรือเครื่องจักรเพื่อส่งออกไปยังแถบอเมริกาเหนือ การใช้สายไฟที่มี Marking ของ UL (เช่น สาย AWM) ถือเป็นไฟต์บังคับที่ขาดไม่ได้
JIS / HAR JIS คือมาตรฐานญี่ปุ่น มักพบในเครื่องจักรที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ส่วน HAR (Harmonized Document) คือมาตรฐานยุโรป (CENELEC) ซึ่งสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้สายไฟคอนโทรลหรือสายไฟเครื่องจักรมาตรฐานยุโรป

เจาะลึก 2 : แรงดันไฟฟ้า (Voltage Rating)

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดของวิธีอ่าน Marking บนสายไฟคือการดูแค่ตัวเลขแรงดันไฟฟ้าโดด ๆ บน Marking แล้วเหมาเอาเองว่าสามารถนำไปใช้แทนกันได้ทั้งหมด ในทางเทคนิค Marking จะระบุแรงดันไฟฟ้าในรูปแบบ U0/U หรือบางครั้ง U0/U (Um) ซึ่งมีความหมายเชิงลึกดังนี้

ข้อควรระวัง: หากสายไฟระบุว่า 300/500V นั่นหมายความว่า ทนแรงดันเทียบดินได้ 300V และทนแรงดันระหว่างเฟสได้ 500V การนำสายไฟสเปกนี้ไปใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟส 400V ถือว่าใช้งานได้ปลอดภัย แต่ไม่สามารถนำไปใช้กับระบบที่แรงดันระหว่างเฟสสูงถึง 600V ได้ แม้ว่าตัวนำจะมีขนาดใหญ่พอก็ตาม การเลือกแรงดันผิดสเปกคือสาเหตุหลักที่ทำให้ฉนวนเสื่อมสภาพก่อนกำหนด

รหัสแรงดันไฟฟ้าตามมาตรฐานยุโรป (HAR)

สำหรับสายไฟที่อ้างอิงมาตรฐานยุโรปจะมีการใช้ "ตัวเลข 2 หลัก" แทนการเขียนพิกัดแรงดันเต็มรูปแบบ เพื่อความกระชับบนเปลือกสายไฟ โดยรหัสที่พบบ่อยได้แก่

เจาะลึก 3: ขนาดตัวนำและ Class (Conductor)

Marking จะบอกขนาดพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทนกระแสไฟฟ้า หากเลือกสายไฟเล็กเกินไป สายจะเกิดความร้อนสะสมและลุกไหม้ได้ โดยวิธีอ่านสัญลักษณ์สายไฟในส่วนนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้

นอกจากขนาดแล้ว โครงสร้างของตัวนำจะแบ่งเป็น Class ตามมาตรฐาน IEC 60228 ซึ่งบ่งบอกถึง "ความอ่อนตัว" ของสายไฟ ซึ่งตอบโจทย์ในการเลือกสายที่ติดตั้งอยู่กับที่ กับสายที่มีการเคลื่อนที่อย่างชัดเจน ได้แก่

วิศวกรกำลังรายงานวิธีอ่าน Marking บนสายไฟทางวิทยุสื่อสาร

เจาะลึก 4 : รหัสอุณหภูมิและวัสดุ

อายุการใช้งานของสายไฟขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่วัสดุสามารถทนได้ โดยวิธีอ่าน Marking บนสายไฟในส่วนนี้แบ่งองค์ประกอบแยกย่อยได้ดังนี้

คุณสมบัติพิเศษด้านความปลอดภัย (Special Properties)

ตัวอย่างการอ่าน Marking แบบมืออาชีพ

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ด้านล่างคือตัวอย่างวิธีอ่าน Marking บนสายไฟที่ถูกต้องของสายไฟประเภทต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในภาคอุตสาหกรรม

1. สายไฟฟ้ากำลัง (Power Cable) มาตรฐานไทย

TIS 11 PART 101-2553 60227 IEC 53 3G1.5 mm² 300/500V PVC/PVC 70°C

2. สายคอนโทรล/สายไฟเครื่องจักร มาตรฐาน UL

AWM STYLE 2464 18 AWG 4C 80°C 300V VW-1

3. สายไฟชนิดอ่อน รหัสยุโรป (Harmonized Code)

H05VV-F 5G2.5 300/500V

สิ่งที่ Marking ไม่ได้บอกมีอะไรบ้าง ?

แม้ Cable Marking จะให้ข้อมูลที่ครอบคลุม แต่สำหรับสายไฟอุตสาหกรรมชนิดพิเศษ ยังมีข้อมูลเชิงลึกบางประการที่ไม่สามารถพิมพ์ลงบนสายไฟได้หมด ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบจาก Datasheet (เอกสารข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค) ร่วมด้วยเสมอ ได้แก่

หมดปัญหาสเปกสายไฟไม่ตรงงาน ปรึกษาทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก NYX CABLE

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสาย Wiring ตู้คอนโทรล รวมถึงสายคอนโทรลอื่น ๆ ที่ระบุ Marking ชัดเจน ตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อความมั่นใจสูงสุดในการประกอบตู้ไฟฟ้าและเครื่องจักร ให้ NYX CABLE คือคำตอบ เรามีสต๊อกสินค้าที่ครอบคลุมมาตรฐานสำคัญอย่าง VDE และ IEC ซึ่งระบุแรงดัน และอุณหภูมิใช้งานไว้อย่างถูกต้องบนตัวสาย ช่วยลดความเสี่ยงหน้างานและการตรวจสอบสเปกย้อนหลัง

ติดต่อ NYX CABLE วันนี้ ได้ที่ LINE OA: @nyxcable โทร: 02-111-5588 เพื่อเลือกสายไฟคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกระบบงานอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ (FAQs)

Q: หาก Marking บนสายไฟลบเลือนหรือไม่ชัดเจน จะมีวิธีตรวจสอบสเปกสายไฟได้อย่างไร ?

A: โดยปกติตามมาตรฐานการผลิต Marking จะถูกพิมพ์ซ้ำตลอดความยาวของสายไฟทุก ๆ 1 เมตร หากพบจุดที่ลบเลือน ให้ลองไล่ดูช่วงถัดไปของสายไฟ แต่หากลบเลือนจนไม่สามารถอ่านได้ทั้งเส้น ไม่ควรคาดเดาสเปกเองเด็ดขาด ควรตรวจสอบจากป้ายกำกับ บนล้อสายไฟ บรรจุภัณฑ์ หรือเอกสารอ้างอิงจากผู้ผลิต หากเป็นสายไฟเก่าที่ระบุแหล่งที่มาไม่ได้ ไม่ควรนำมาใช้ในงานติดตั้งใหม่เพื่อความปลอดภัย

Q: ขนาดพื้นที่หน้าตัด (mm²) ที่ระบุบนสายไฟ หมายถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรวมของสายไฟใช่หรือไม่ ?

A: เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีอ่าน Marking บนสายไฟ ตัวเลข mm² (ตารางมิลลิเมตร) บน Marking หมายถึง "พื้นที่หน้าตัดของตัวนำไฟฟ้า (ทองแดงหรืออะลูมิเนียม)" ด้านในเท่านั้น ไม่ใช่เส้นผ่านศูนย์กลางรวมของสายไฟที่รวมฉนวนและเปลือกนอก หากต้องการทราบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเพื่อไปคำนวณขนาดท่อร้อยสายไฟหรือ Cable Gland จะต้องดูข้อมูลจาก Datasheet ของผู้ผลิต

Q: สายไฟที่มี Marking มาตรฐาน UL ของอเมริกา สามารถนำมาใช้เดินสายไฟอาคารในไทยที่ใช้มาตรฐาน มอก. ได้หรือไม่ ?

A: โดยทั่วไปไม่ได้ มาตรฐาน UL (เช่น AWM) ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการเดินสายไฟ "ภายในเครื่องจักรหรือตู้คอนโทรล" แต่สำหรับการเดินสายไฟเข้าอาคาร ระบบแสงสว่าง หรือเต้ารับทั่วไป กฎหมายและมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของประเทศไทย (วสท.) กำหนดให้ต้องใช้สายไฟที่ได้รับมาตรฐาน มอก. (TIS) เท่านั้น การเลือกใช้ต้องแยกประเภทงานให้ชัดเจน

Q: ตัวอักษร "LSZH" หรือ "LSOH" ที่พิมพ์อยู่บนสายไฟ มีความสำคัญอย่างไร ?

A: LSZH ย่อมาจาก Low Smoke Zero Halogen หมายความว่าสายไฟเส้นนี้ใช้ฉนวนที่เวลาเกิดเพลิงไหม้ จะมีควันน้อยมากและไม่ปล่อยก๊าซพิษกลุ่มฮาโลเจน ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์และกัดกร่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟที่มี Marking นี้มีความสำคัญและบังคับใช้ในพื้นที่ปิดล้อมที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน อาคารสูง หรือ Data Center

แชร์บทความ:FacebookLINE