สาย Low Smoke คือสายไฟฟ้าหรือสายสัญญาณที่ออกแบบด้วยวัสดุพอลิเมอร์พิเศษ เพื่อลดการปล่อยควันหนาทึบและก๊าซพิษเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพิ่มทัศนวิสัยในเส้นทางหนีไฟ ป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
Key Takeaways
สาย Low Smoke คือสายไฟฟ้าหรือสายสัญญาณที่ออกแบบและผลิตด้วยวัสดุพอลิเมอร์พิเศษในส่วนของฉนวนและเปลือกนอก โดยเฉพาะสาย LSZH (Low Smoke Zero Halogen) ออกแบบด้วยวัสดุพิเศษที่ปราศจากสารฮาโลเจน เพื่อลดการปล่อยควันหนาทึบและก๊าซพิษเมื่อเกิดเพลิงไหม้ การเลือกใช้สายไฟให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเส้นทางหนีไฟ ป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และลดความเสียหายจากไอกรดที่กัดกร่อนเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปกป้องชีวิตและทรัพย์สินในโรงงาน อาคารสูง และศูนย์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในวงการวิศวกรรมไฟฟ้าและระบบสื่อสาร ความปลอดภัยจากอัคคีภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การป้องกัน "ไฟดูด" หรือ "ไฟลัดวงจร" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมของวัสดุเมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นจริง โดยเฉพาะ "สายไฟและสายคอนโทรล" ซึ่งเป็นตัวกลางเร่งการลุกลามที่วางพาดผ่านไปทั่วทุกจุดของอาคารและโรงงาน หนึ่งในคำศัพท์ที่ระบุในข้อกำหนดบ่อยครั้งคือ "สาย Low Smoke" แต่ในทางปฏิบัติ คำนี้มักสร้างความสับสนระหว่างผู้ใช้งาน ฝ่ายจัดซื้อ และผู้รับเหมา เพราะนิยามของคำว่า "ควันน้อย" ในท้องตลาดมีหลายระดับ และบางครั้งคำว่า Low Smoke เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงได้ บทความนี้จะพาเจาะลึกความหมายว่าสาย Low Smoke คืออะไร ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างไร พร้อมวิธีการเลือกใช้งานให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่คุณเลือกใช้นั้นปลอดภัยจริงตามมาตรฐานสากล
Table of Contents
ทำความเข้าใจแบบชัด ๆ "สาย Low Smoke" คืออะไร ?
โดยพื้นฐานทางเทคนิค "สาย Low Smoke" หมายถึงสายไฟฟ้าหรือสายสัญญาณที่ออกแบบและผลิตด้วยวัสดุพอลิเมอร์พิเศษในส่วนของฉนวนและเปลือกนอก เพื่อให้มีคุณสมบัติในการ "ปล่อยควันออกมาในปริมาณน้อย" เมื่อถูกเผาไหม้
สายไฟทั่วไปที่หุ้มด้วยวัสดุ PVC (Polyvinyl Chloride) เมื่อเกิดการลุกไหม้ โครงสร้างทางเคมีจะแตกตัวและปล่อยอนุภาคคาร์บอนออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดควันดำหนาทึบ ในทางกลับกัน สาย Low Smoke คือสายที่ใช้วัสดุทางเลือกจำพวก Cross-linked Polyethylene (XLPE) หรือ Thermoplastic พิเศษที่มีการผสมสารเติมแต่งประเภทต้านทานการติดไฟเช่น Aluminum Trihydrate (ATH) หรือ Magnesium Hydroxide (MDH) ซึ่งเมื่อโดนความร้อน สารเหล่านี้จะปล่อยไอน้ำออกมาแทนที่จะเป็นเขม่าควันดำ ช่วยลดอุณหภูมิและลดความหนาแน่นของควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานชี้วัดความทึบแสงของควัน
การที่ผู้ผลิตจะเคลมคุณสมบัติทางวิศวกรรมว่าเป็นสาย Low Smoke ได้นั้น ไม่สามารถใช้เพียงความรู้สึกหรือการมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลอย่าง IEC 61034 หรือมาตรฐานที่เทียบเท่าอย่าง BS EN 61034 ซึ่งในวงการวิศวกรรมมักเรียกการทดสอบนี้ว่า "3-Metre Cube Test"
- วิธีการทดสอบ : จะทำการเผาตัวอย่างสายไฟภายในห้องทดสอบที่มีลักษณะเป็นลูกบาศก์ปิดทึบขนาด 3x3x3 เมตร ภายในห้องจะมีพัดลมเพื่อกระจายควันให้ทั่วถึง
- การวัดค่า : ใช้ระบบเซนเซอร์และแหล่งกำเนิดแสงยิงแสงผ่านกลุ่มควันไฟ เพื่อวัดเปอร์เซ็นต์ของแสงที่สามารถทะลุผ่านควันไปตกกระทบตัวรับสัญญาณได้ เรียกว่าค่า Light Transmittance
- เกณฑ์การผ่าน : ตามมาตรฐานโดยทั่วไป สายไฟจะต้องมีค่าแสงส่องผ่านได้ มากกว่า 60% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอาจยืดหยุ่นขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางสายไฟและข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงของแต่ละโครงการ
ทำไมต้อง 60% ? เพราะค่าความโปร่งแสงที่ระดับ 60% เป็นระดับที่ได้รับการวิจัยแล้วว่า เพียงพอให้ผู้อพยพสามารถมองเห็นป้ายทางออกฉุกเฉินและเส้นทางหนีไฟได้ในระยะที่ปลอดภัย
เมื่อสาย Low Smoke ≠ Zero Halogen ทำความเข้าใจเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นี่คือจุดที่เกิดความเข้าใจผิดมากที่สุดในวงการอุตสาหกรรมและการจัดซื้อ คำว่า "Low Smoke" มักใช้เรียกเหมารวมสายไฟที่มีคุณสมบัติลดควันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงทางวัสดุศาสตร์ พอลิเมอร์ที่ใช้ผลิตสายไฟมีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในระดับที่ต่างกันอย่างมหาศาล แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. LSF
สายประเภท LSF (Low Smoke and Fume) แท้จริงแล้วยังคงเป็นสายที่ใช้วัสดุ PVC เป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีการปรับปรุงสูตรทางเคมีให้ปล่อยควันและก๊าซน้อยลงกว่า PVC แบบมาตรฐานทั่วไป เมื่อเกิดเพลิงไหม้ สาย LSF ยังคงปล่อยก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ออกมาได้สูงถึง 15-20% ซึ่งเมื่อก๊าซนี้ไปสัมผัสกับความชื้นในอากาศ หรือน้ำจากระบบสปริงเกลอร์ จะกลายสภาพเป็นกรดไฮโดรคลอริกที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และสร้างความเสียหายต่อแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในบริเวณใกล้เคียง
2. LSZH / LSOH / LSHF
ไม่ว่าจะเป็นสาย LSZH หรือ LSOH (Low Smoke Zero Halogen) ซึ่งต่างกันที่การเน้นตัวย่อ, หรือ LSHF (Low Smoke Halogen Free) สายประเภทนี้คือสายไฟที่ปลอดภัยที่สุดในกลุ่ม Low Smoke เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำเปลือกและฉนวนปราศจากสารประกอบฮาโลเจน เช่น ฟลูออรีน, คลอรีน, โบรมีน, ไอโอดีน ที่หากสูดดมสารดังกล่าวเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองเยื่อบุลำคอจนทำให้หายใจลำบากมาก รวมถึงการสัมผัสกับดวงตาหรือผิวหนังอาจทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรง ทำให้ผู้ที่พยายามหนีออกจากอาคารที่กำลังไฟไหม้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
LSZH, LSOH, หรือ LSHF สายไฟในกลุ่มนี้เรียกว่า "Zero Halogen" โดยมักผลิตจากวัสดุประเภท EVA (Ethylene Vinyl Acetate), PE (Polyethylene) หรือ EPR (Ethylene Propylene Rubber) ดังนั้น เมื่อสายในกลุ่มนี้ถูกเผาไหม้จึงปล่อยควันในปริมาณที่น้อยมาก ผ่านเกณฑ์แสงส่องผ่าน >60% และที่สำคัญคือปล่อยก๊าซกรดฮาโลเจนออกมาน้อยกว่า 0.5% ตามมาตรฐาน IEC 60754-1/2 ทำให้ไม่เกิดก๊าซพิษที่ทำอันตรายต่อชีวิต และไม่เกิดไอกรดที่กัดกร่อนทำลายเครื่องจักรหรือเซิร์ฟเวอร์ที่มีมูลค่าสูง
3 แกนมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
ในการออกแบบระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัย ไม่สามารถพิจารณาเพียงแค่เรื่องควันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมใน 3 แกนหลัก ดังนี้
- แกนที่ 1 : ปริมาณควัน ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน IEC 61034 เพื่อรับประกันทัศนวิสัยในการหนีไฟ
- แกนที่ 2 : ก๊าซพิษและการกัดกร่อน ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน IEC 60754 เพื่อรับรองว่าไร้สารฮาโลเจน ไม่สร้างก๊าซพิษและไม่ก่อให้เกิดกรดทำลายเครื่องจักร
- แกนที่ 3 : การลามไฟ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน IEC 60332 เพื่อให้มั่นใจว่าเปลือกสายไฟมีคุณสมบัติต้านทานการลุกไหม้ และไม่เป็นตัวนำเปลวไฟให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของอาคาร

เลือกสาย Low Smoke อย่างไรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ?
การเลือกสายไฟที่เหมาะสม ต้องพิจารณาบริบทการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
1. ความหนาแน่นของผู้คนและเส้นทางหนีไฟ
สำหรับพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน อพยพยาก หรือเป็นพื้นที่ปิดทึบ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน, โรงพยาบาล, ห้างสรรพสินค้า, อาคารสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้สาย LSZH เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุ ผู้คนจะมีอากาศหายใจและมองเห็นทางออก
2. ความสำคัญของทรัพย์สิน
ในอุตสาหกรรมที่มูลค่าความเสียหายจาก Downtime หรือความเสียหายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีค่ามหาศาล เช่น Data Center, ห้องควบคุมการผลิตในโรงงานปิโตรเคมี, หรือโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การใช้สาย LSZH คือตัวเลือกที่ช่วยป้องกันไอกรดที่เกิดจากการเผาไหม้ไปกัดกร่อนแผงวงจร (PCB) ซึ่งมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องจักรพังทลายแม้ไฟจะไม่ได้ลามไปถึงก็ตาม
3. รูปแบบการติดตั้ง
การเดินสายไฟบนรางเคเบิลในปริมาณมากแบบมัดรวม มีความเสี่ยงสูงมากที่ไฟจะลามไปตามสายไฟได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น นอกจากสายจะเป็น LSZH แล้ว จะต้องระบุให้สายไฟนั้นผ่านการทดสอบ IEC 60332-3 ด้วย ซึ่งเป็นการทดสอบสายที่มัดรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้รางเคเบิลกลายเป็นสะพานไฟ
4. สภาพแวดล้อมทางกายภาพและเคมี
ในโรงงานอุตสาหกรรมหนัก สายไฟอาจต้องเผชิญกับน้ำมัน สารเคมี หรือรังสี UV การเลือกสายไฟจึงต้องหาผู้ผลิตที่สามารถรวมคุณสมบัติ LSZH เข้ากับคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ในเส้นเดียว เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานและปลอดภัยสูงสุด
ปรึกษาทีมวิศวกร NYX CABLE เพื่อระบุสเปกสายไฟ Low Smoke ให้ตอบโจทย์และปลอดภัยสูงสุด
เมื่อเข้าใจแล้วว่าสาย Low Smoke รวมถึง สาย LSZH, LSOH, หรือ LSHF คืออะไร มีความแตกต่างกันในรายละเอียดอย่างไร ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาสายคอนโทรลที่ตอบโจทย์เรื่อง "ความปลอดภัยขั้นสูง" สำหรับอาคารสาธารณะ โรงพยาบาล หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐาน Low Smoke Zero Halogen (LSZH) อย่างแท้จริง NYX CABLE พร้อมส่งมอบโซลูชันสายคอนโทรลคุณภาพคุ้มราคา ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลครบทั้ง 3 แกนสำคัญ ได้แก่ IEC 61034 (ควันน้อย), IEC 60754 (ไร้สารฮาโลเจน) และ IEC 60332 (ต้านการลามไฟ) เรามีสต๊อกสินค้าครอบคลุมทุกขนาด พร้อมเอกสาร Test Report ยืนยันสเปกที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณมั่นใจว่าสายทุกเมตรที่ติดตั้งจะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้จริงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทีมวิศวกรของเราพร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์สเปกโครงการ และช่วยเลือกสายให้ตรงกับสภาพแวดล้อมหน้างาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเลือกใช้ผิดประเภท และควบคุมงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ติดต่อ NYX CABLE วันนี้ ได้ที่ LINE OA: @nyxcable โทร: 02-111-5588 เพื่อเลือกสายไฟที่เหมาะกับระบบงานของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกใช้สายไฟ Low Smoke (FAQs)
Q: สาย Low Smoke กับสาย Fire Alarm เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
A: มีความแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์หลักเชิงวิศวกรรม สาย Low Smoke เน้นที่คุณสมบัติ "ปฏิกิริยาเมื่อเกิดไฟไหม้" คือออกแบบมาเพื่อลดควันหนาทึบและก๊าซพิษเพื่อช่วยให้การอพยพปลอดภัย แต่เมื่อถูกไฟเผาจนถึงจุดหนึ่งสายจะเสียหายและไม่สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ ในขณะที่สาย Fire Alarm หรือสายทนไฟ ออกแบบมาเพื่อ "รักษาความต่อเนื่องของวงจรไฟฟ้า" ให้ระบบแจ้งเหตุหรือปั๊มน้ำดับเพลิงยังคงทำงานต่อไปได้แม้ถูกไฟเผาโดยตรง ซึ่งสาย Fire Alarm ที่ดีก็มักจะใช้เปลือกนอกเป็นวัสดุ LSZH ด้วยเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
Q: ในอาคารเก่าที่ใช้สาย PVC อยู่ สามารถเดินสาย LSZH ปะปนร่วมกันในรางเคเบิล (Cable Tray) เดียวกันได้หรือไม่ ?
A: ในแง่ของการนำกระแสไฟฟ้าสามารถทำได้ แต่ในมุมมองของวิศวกรรมความปลอดภัย "ไม่แนะนำ" อย่างยิ่ง เพราะหากเกิดอัคคีภัย สาย PVC ที่อยู่ร่วมรางเดียวกันจะลุกไหม้และปล่อยควันดำพร้อมก๊าซกรดฮาโลเจนออกมา ซึ่งจะไปทำลายวัตถุประสงค์ในการลดความหนาแน่นของควันและก๊าซพิษของพื้นที่นั้นโดยสิ้นเชิง หากต้องการยกระดับความปลอดภัย ควรแยกรางร้อยสาย หรือทยอยรื้อถอนและเปลี่ยนสายในระบบให้เป็นพอลิเมอร์ไร้ฮาโลเจนทั้งหมด
Q: สาย LSZH สามารถติดตั้งฝังดินโดยตรงได้หรือไม่ ?
A: สาย LSZH มาตรฐานทั่วไปไม่เหมาะสำหรับการฝังดินโดยตรง เนื่องจากวัสดุพอลิเมอร์ไร้ฮาโลเจนมักมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นได้ง่ายกว่า PVC ซึ่งอาจทำให้ค่าความเป็นฉนวนทางไฟฟ้าลดลงเมื่อเวลาผ่านไป หากมีความจำเป็นต้องเดินสายใต้ดิน ควรวางผ่านท่อร้อยสายไฟที่ปิดสนิท หรือเลือกใช้สาย LSZH รุ่นพิเศษที่มีโครงสร้างป้องกันความชื้นและเสริมเกราะอย่างลวดเหล็กหรือเทปเหล็กพันรอบสายสำหรับงานฝังดินโดยเฉพาะ
Q: รหัสอักษรย่ออย่าง LSF, LSOH, LSHF, และ FR-LSZH ในการสั่งซื้อ มีความหมายต่างกันอย่างไร ?
A: รหัสย่อเหล่านี้เป็นจุดที่ฝ่ายจัดซื้อและวิศวกรต้องระมัดระวังในการตรวจรับสเปก
- สาย LSF (Low Smoke and Fume) : เป็นสายที่ปล่อยควันน้อยกว่าสายทั่วไป แต่ยังคงมีส่วนผสมของฮาโลเจน (มักอิงพื้นฐานจาก PVC) ซึ่งยังปล่อยก๊าซพิษเมื่อติดไฟ
- สาย LSOH, LSHF, LSZH : ทั้ง 3 คำนี้มีความหมายเดียวกัน คือพอลิเมอร์ไร้สารฮาโลเจน (Zero Halogen / Halogen Free) ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจสูงสุด
- สาย FR-LSZH (Flame Retardant LSZH) : เป็นการระบุย้ำว่านอกจากจะไร้ควันและไร้ก๊าซพิษแล้ว ตัวสายยังผ่านการทดสอบคุณสมบัติต้านทานการลามไฟขั้นสูง เหมาะสำหรับโครงการที่เดินสายจำนวนมากบนรางเคเบิล
